หน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ
1. จัดประชุมปรึกษาหารือระหว่าง
"รัฐ"
2. วางกฎเกณฑ์ต่างเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง
"รัฐ"
3. จัดสรรทรัพยากร (resource
allocation)
4. เสนอการใช้วิธีป้องกันร่วมกัน
(collective defence)
5. เสนอการใช้วิธีปฏิบัติการรักษาสันติภาพ
6. ส่งเสริมความร่วมมือเฉพาะด้านในด้านต่าง
ๆ
ความสำคัญขององค์การระหว่างประเทศ
การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศ
เป็นไปด้วยความสมัครใจของรัฐที่จะอยู่รวมกลุ่มกัน โดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน
องค์การระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญ ดังนี้
1. เป็นหน่วยงานที่มีตัวแทนของรัฐมาประชุมพบปะกัน
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ แสวงหาสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน
2. ดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเวทีสำหรับรัฐต่าง
ๆ มาร่วมตกลงประสานผลประโยชน์ระหว่างกัน
3. รัฐได้รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือที่เป็นสถาบัน
และวิธีการที่เป็นระบบ การจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศจึงเป็นทางออกของรัฐ
ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์และ วางหลักเกณฑ์สำหรับใช้ในการปฏิบัติต่อไป
ในที่นี้
ขอกล่าวถึงองค์กรระหว่างประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ได้แก่
1. องค์การสหประชาชาติ (The United Nations : UN)
องค์การสหประชาชาติ
หรือ ยูเอ็น เป็นองค์การระหว่างประเทศระดับโลก ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 24
ตุลาคม ค.ศ. 1945 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ยุติลง โดยมีประเทศสมาชิกผู้ก่อตั้ง 51 ประเทศ
ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ค.ศ. 1946
สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
สำนักงานภาคพื้นยุโรปตั้งอยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และกรุงเวียนนา
ประเทศออสเตรีย ปัจจุบันมีสมาชิก 192 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศเอกราชต่างๆ
จากทุกภูมิภาคของโลก
วัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ
กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติไว้
ดังนี้
1) เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติและความมั่นคงระหว่างประเทศ
2) เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชาติทั้งปวงโดยยึดหลักการเคารพต่อสิทธิที่เท่าเทียมกัน
3) เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ
อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมหรือมนุษยธรรม
และการส่งเสริมสนับสนุนการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพ อันเป็นมูลฐานของมนุษย์
โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่อง เชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา
4) เพื่อเป็นศูนย์กลางแห่งการประสานงานของประชาชาติทั้งมวลให้กลมกลืนกัน
อันจะนำไปสู่จุดหมายปลายทางร่วมกัน
กล่าวได้ว่าองค์การสหประชาชาติ
ก่อตั้งขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์ที่จะขจัดภัยพิบัติอันเกิดจากสงคราม ประกันสิทธิมนุษยชน
ตลอดจนส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของมวลมนุษยชาติ
องค์กรขององค์การสหประชาชาติ
องค์กรต่าง ๆ
และหน่วยงานชำนาญพิเศษของสหประชาชาติ ที่มีความสำคัญ ได้แก่
1) สมัชชา (General Assembly)
สมัชชา คือ
ที่ประชุมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ ซึ่งทุกประเทศมีสิทธิออกเสียงได้ 1
เสียง สมัชชามีหน้าที่พิจารณาให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ
ภายในกรอบของกฎบัตรสหประชาชาติ
นอกจากนั้นยังคอยกำหนดเป้าหมายและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาต่างๆ
เรียกร้องให้มีการประชุมระดับโลกในหัวข้อสำคัญๆ และกำหนดปีสากลเพื่อเน้นความสนใจในประเด็นที่สำคัญๆ
ของโลกสมัชชามีการประชุมสมัยสามัญปีละครั้ง การลงคะแนนเสียงในเรื่องทั่วไปๆ
ใช้เสียงข้างมาก แต่ถ้าเป็นปัญหาสำคัญจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3
ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม
2) คณะมนตรีความมั่นคง (Security Council)
คณะมนตรีความมั่นคง
เป็นองค์กรที่รับผิดชอบโดยตรงเกี่ยวกับการธำรงรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
โดยจะเข้าไปแก้ไขวิกฤตการณ์หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศของทุกประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกของสหประชาชาติหรือไม่ก็ตาม คณะมนตรีความมั่นคง
ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สมาชิกถาวร 5 ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศส
รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และสมาชิกไม่ถาวร 10 ประเทศ
อยู่ในตำแหน่งครั้งละ 2 ปี
ในกรณีประเทศสมาชิกถาวรประเทศใดประเทศหนึ่งออกเสียงคัดค้าน
ถือว่าเป็นการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) อันจะมีผลทำให้เรื่องนั้น
ๆ ตกไป ในยุคของสงครามเย็น
การดำเนินงานของคณะมนตรีความมั่นคงประสบกับสภาวะชะงักงัน
เนื่องจากการใช้สิทธิยับยั้งของประเทศมหาอำนาจ
ปัจจุบันสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นสมาชิกถาวรหรือไม่ก็ตาม
จะต้องงดเว้นการออกเสียง เมื่อมีการพิจารณาปัญหาข้อพิพาทที่ตนเป็นคู่กรณีด้วย
3) สำนักเลขาธิการ (The Secretariat)
เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ให้บริการองค์กรอื่นๆ
ของสหประชาชาติ ประกอบกับ การดำเนินงานตามนโยบายและบริหารโครงการตามที่องค์กรต่างๆ
ของสหประชาชาติ กำหนดไว้ โดยมีเจ้าหน้าที่ซึ่งมาจากประเทศที่เป็นสมาชิกร่วมกันปฏิบัติงาน
และมีเลขาธิการสหประชาชาติเป็นหัวหน้าองค์กร เลขาธิการสหประชาชาติเป็น
ตำแหน่งที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากสมัชชาใหญ่ มีวาระคราวละ 5 ปี
โดยหลักของการ เลขาธิการจะมาจากประเทศที่เป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
หน้าที่สำคัญของเลขาธิการ คือ การรายงานสถานการณ์ระหว่างประเทศ
ที่กระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ ให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบ
และทำหน้าที่ทางการทูตของสหประชาชาติ
4) ทบวงการชำนัญพิเศษ (Specialized Agencies)
เป็นองค์กรอิสระและปฏิบัติงานเฉพาะสาขา
ผูกพันกับองค์การสหประชาชาติตามข้อตกลงพิเศษ ประกอบด้วยสมาชิกทั้งที่เป็นและไม่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ
โดยมี คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมกับสมัชชา เป็นองค์กรประสานงาน ทบวงการชำนัญพิเศษมี
16 องค์กร ดังนี้
1. องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour
Organization : ILO)
2. องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and
Agriculture Organization : FAO)
3. องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United
Nation Educational Scientific and Cultural Organization : UNESCO)
4. องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO)
5. กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund
: IMF)
6. ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและการพัฒนา (International
Bank for Reconstruction and Development : IBRD)
7. สมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศ (International Development
Association : IDA)
8. บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (International Finance
Corporation : IFC)
9. องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil
Aviation Organization : ICAO)
10. สหภาพไปรษณีย์สากล (Universal Postal Union : UPU)
11. สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (International
Telecommunication Union : ITU)
12. องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological
Organization : WMO)
13. องค์การกิจการทางทะเลระหว่างประเทศ (International
Maritime Organization : IMO)
14. องค์การทรัพย์สินทางพุทธิปัญญาแห่งโลก (World
Intellectual Property Organization : WIPO)
15. กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (International
Fund for Agricultural Development : IFAD)
16. องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations
Industrial Development Organization : UNIDO)